วันศุกร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2557

ประโยชน์ของเถาสะค้านในยาสตรีหมอทองอินทร์

เถาสะค้านมีสรรพคุณ ขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียด แก้ธาตุพิการ บำรุงธาตุ ทำให้ผายเรอ
      ชื่อ : สะค้าน
      ชื่ออื่น : จะค้าน ตะค้านเล็ก ตะค้านหยวก
      ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : สะค้านเป็นไม้เถา ขนาดกลาง มีข้อปล้อง เนื้อไม้เป็นเส้นยาว หน้าตัดตามขวางมีลาย เป็นเส้นรัศมี เปลือกค่อนข้างอ่อน เนื้อไม้สีขาว ใบเดี่ยวรูปใบหอกกว้างคล้ายใบพริกไทย แต่แคบกว่า ปลายใบแหลม ใบสีเขียวเข้ม
         ประโยชน์ของเถาสะคาน
         สรรพคุณ : เถาสะค้าน มีรส เผ็ดร้อน แก้ลมอันบังเกิดในกองธาตุ กองสมุฏฐาน ขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียด แก้ธาตุพิการ บำรุงธาตุ ทำให้ผายเรอ ใบมีรสเผ็ดร้อน แก้ลมในกองเสมหะและโลหิต ขับลม ในลำไส้ แก้ธาตุพิการ แน่น จุกเสียด และราก มีรสเผ็ดร้อน มีสรรพคุณแก้ไข้ แก้หืด แก้จุกเสียด บำรุงธาตุ
ช่วยแก้อาการทั้งปวงในกองธาตุลมทั้ง ๖ เป็นต้นว่า ท้องเต็มไปด้วยลม หาวเรอ ผายลม ถอนหายใจใหญ่ เบื่ออาหาร มือเท้าเย็น ปากแห้ง คอแห้ง คลื่นเหียนอาเจียนจนถึงขั้นหายใจขัดหรือหายใจเข้าน้อย หายใจออกมา
         ปัจจุบัน สมุนไพร เถาสะค้าน  มีอยู่ใน ยาน้ำสมุนไพรยาสตรี หมอทองอินทร์
      วิธีรับประทาน : รับประทานครั้งละ  1-2 ช้อนโต๊ะ(15-30 ซีซี)  ก่อนอาหาร วันละ 2 ครั้งคือ เวลาเช้า-เย็น(เขย่าขวดก่อนรินยา) และรับประทานขณะท้องว่าง
        ควรรับประทานให้ติดต่อกัน 15 วัน เป็นอย่างน้อย ก็จะเห็นผล
     ปริมาณและราคา  1 ขวด ปริมาณ 750 c.c.    ราคา  750 บาท
     ดูข้อมูลที่ http://ladyherbalphn.blogspot.com                
     เลขทะเบียนยาที่  G 291/55
     สั่งซื้อละเป็นตัวแทนจำหน่าย ที่
          ผู้จำหน่ายรายใหญ่  คุณวีระชัย ทองสา
                 โทร.084-6822645 , 085-0250423(Line)

          อีเมล์ weerachai.coffee@hotmail.com



  

ประโยชน์ของรากช้าพลูในยาสตรีหมอทองอินทร์

รากช้าพลูมีสรรพคุณ แก้เสมหะ ท้องอืด ท้องเฟ้อ  โรคเบาหวาน
      ชื่อ : ชะพลู  ช้าพลู  รากชะพลู  รากช้าพลู
      ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper sarmentosum Roxb
      ชะพลู
      ชะพลูมีชื่อพื้นเมืองอื่นๆอีกคือทางภาคเหนือเรียกว่า "ผักปูนา" "ผักพลูนก" "พลูลิง" "ปูลิง" "ปูลิงนก" ทางภาคกลาง เรียกว่า "ช้าพลู" ทางภาคอีสานเรียกว่า "ผักแค" "ผักปูลิง" "ผักนางเลิด" "ผักอีเลิด" และ ทางภาคใต้เรียกว่า "นมวา"
    ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุก ลำต้นทอดคลานไปตามพื้นดิน สูง 30-80 เซนติเมตร ลำต้นสีเขียว มีไหลงอกเป็นต้นใหม่ มีรากงอกออกตามข้อ  ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ แผ่นใบบาง ผิวใบเรียบสีเขียวเข้มเป็นมัน  ใบรูปหัวใจ กว้าง 5-10 ซม. ยาว 7-15 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบเว้า ดอก ออกเป็นช่อที่ซอกใบรูปทรงกระบอก ดอกเล็กสีขาวอัดแน่นอยู่บนแกนช่อดอก  ดอกแยกเพศ ผล เป็นผลสด กลม อัดแน่นอยู่บนแกน
 ส่วนที่ใช้ :  ผล ใบ ทั้งต้น ราก
     ประโยชน์ของชะพลู
     ดอก : ทำให้เสมหะแห้ง ช่วยขับลมในลำไส้
     ราก : ขับเสมหะให้ออกมาทางระบบขับถ่าย ขับลมในลำไส้ ทำให้เสมหะแห้ง
     ทั้งต้น : แก้เสมหะ ท้องอืด ท้องเฟ้อ - รักษาโรคเบาหวาน
     วิธีและปริมาณที่ใช้
      -โรคเบาหวาน ใช้ชะพลูสดทั้ง 5 จำนวน 7 ต้น ล้างน้ำให้สะอาด ใส่น้พอท่วม ต้มให้เดือดสักพัก นำมาดื่ม เหมือนดื่มน้ำชา ข้อควรระวัง - จะต้องตรวจน้ำตาลในปัสสาวะก่อนดื่มและหลังดื่มทุกครั้ง เพราะว่าน้ำยานี้ทำให้น้ำตาลลดลงเร็วมาก ต้องเปลี่ยนต้นชะพลูใหม่ทุกวันที่ต้ม ต้มดื่มต่อไปทุกๆ วัน จนกว่าจะหาย
      -แก้ท้องอืดเฟ้อ ขับลม ใช้ราก 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว เคี่ยวให้เหลือ 1 1/2 ถ้วยแก้ว รับประประทานครั้งละ 1/2 ถ้วยแก้ว
      -แก้บิด ใช้รากครึ่งกำมือ ผล 2-3 หยิบมือ ต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว เคี่ยวให้เหลือ 1 ถ้วยแก้ว รับประทานครั้งละ 1/4 ถ้วยแก้ว
         สรรพคุณ / ประโยชน์ของใบชะพลู (ชะพลู) คุณค่าทางอาหารของใบชะพลู
         คุณค่าสมุนไพรใบชะพลูนั้นได้แก่รากนั้นใช้ขับเสมหะ บำรุงธาตุ ใบมีคุณสมบัติเจริญอาหารและขับเสมหะ เถาและรากก็ใบขับเสมหะเหมือนกัน รับประทานใบชะพลูบ้างเพื่อปรับธาตุปรับสมดุลในร่างกาย แต่อย่ามากเกินเพราะอาจเป็นพิษกับตัวคนกินได้ ดังนั้นรู้จักความพอดีได้ในใบชะพลู
      ประโยชน์ของใบชะพลู
      ในใบชะพลูมีสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกายของมนุษย์อย่างมาก คือ แคลเซียมและวิตามินเอซึ่งจะมีสูงเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังมีฟอสฟอรัส เหล็ก เส้นใย และสารคลอโรฟิล ส่วนสรรพคุณทางยานั้นช่วยบำรุงธาตุ แก้จุกเสียด การกินใบชะพลูมาก ๆ ชนิดที่เรียกว่า กินกันทุกวัน กินกันแทบทุกมื้อ เช่น ชาวบ้านภาคอีสานนั้น แคลเซียมที่มีในใบชะพลูจะเปลี่ยนเป็นแคลเซียมออกซาเลท ซึ่งถ้าสะสมมาก ๆ อาจกลายเป็นนิ่วในไตได้ แต่โดยทั่ว ๆ ไปในชีวิตประจำวันก็ไม่มีใครกินชะพลูได้มากมายขนาดนั้น ถ้ากินใบชะพลูต้องกินร่วมกับเนื้อสัตว์ร่างกายจึงใช้แคลเซียมที่มีอยู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
    ปัจจุบัน รากช้าพลู มีอยู่ใน ยาน้ำสมุนไพร ยาสตรีหมอทองอินทร์
   วิธีรับประทาน : รับประทานครั้งละ  1-2 ช้อนโต๊ะ(15-30 ซีซี)  ก่อนอาหาร วันละ 2 ครั้งคือ เวลาเช้า-เย็น(เขย่าขวดก่อนรินยา) และรับประทานขณะท้องว่าง
        ควรรับประทานให้ติดต่อกัน 15 วัน เป็นอย่างน้อย ก็จะเห็นผล
     ปริมาณและราคา  1 ขวด ปริมาณ 750 c.c.    ราคา  750 บาท
     ดูข้อมูลที่ http://ladyherbalphn.blogspot.com               
     เลขทะเบียนยาที่  G 291/55
     สั่งซื้อละเป็นตัวแทนจำหน่าย ที่
          ผู้จำหน่ายรายใหญ่  คุณวีระชัย ทองสา
                 โทร.084-6822645 , 085-0250423(Line)

          อีเมล์ weerachai.coffee@hotmail.com 




ประโยชน์ของเจตมูลเพลิงในยาตรีหมอทองอินทร์

ประโยชน์ของเจตมูลเพลิง ช่วยบำรุงโลหิต ขับลมในลำไส้และกระเพาะอาหารให้ผายเรอ ขับพยาธิ แก้ปวดข้อ ขับประจำเดือนสตรี ใช้ผสมในยาบำรุงสำหรับสตรีหลังคลอด
       ชื่อสมุนไพร   เจตมูลเพลิงแดง
       ชื่ออื่นๆ  ปิดปิวแดง (ภาคเหนือ) ปิดปีแดง(เลย) ไฟใต้ดิน(ใต้) คุ้ยวู่ (กาญจนบุรี)
       ชื่อวิทยาศาสตร์  Plumbago indica  L.
       ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
        ไม้พุ่มล้มลุกขนาดเล็ก สูงราว 1-1.5 เมตร มีอายุหลายปี กิ่งก้านมักทอดยาว ยอดอ่อนสีแดง ลำต้นกลมเรียบ กิ่งอ่อนสีเขียวปนแดง มีสีแดงบริเวณข้อ ใบเป็นใบเดี่ยวออกสลับกัน รูปไข่ กว้าง 3-5 เซนติเมตร ยาว 8-13 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบมน มีสีเขียว ใบบาง แผ่นใบมักบิด ก้านใบและแกนกลางใบอ่อนมีสีแดง ดอกออกเป็นช่อแบบช่อกระจะเชิงลด ยาว 20-90 ซม. ก้านช่อดอกยาว 1-3 ซม. มีดอกย่อยจำนวนมาก ประมาณ 10-15 ดอก ดอกออกเป็นช่อตั้งขึ้นที่ปลายกิ่งหรือปลายยอด กลีบดอกสีแดงสด กลีบบางมี 5 กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดเล็กๆ ยาว 2.5-3.5 เซนติเมตร ปลายแยกเป็น 5 แฉก รูปไข่กลับ ยาวประมาณ 2 ซม. ปลายกลีบกลม เป็นติ่งหนามตอนปลาย ใบประดับและใบประดับย่อยรูปไข่ขนาดเล็ก ยาว 0.2-0.3 ซม. เกสรเพศผู้ 5 อัน ติดตรงข้ามกลีบดอก อับเรณูยาวประมาณ 2 มม. รังไข่รูปรี ก้านเกสรเพศเมียมีหลายขนาดมีขนยาวที่โคน กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปใบหอก เป็นหลอดเล็ก ยาว 0.5-1 เซนติเมตร สีเขียว และมีขนเหนียวๆปกคลุม เมื่อจับรู้สึกเหนียวมือ ผลลักษณะเป็นฝักกลม ทรงรียาว เป็นผลแห้งเมื่อแก่แตกตามร่องได้ พบตามป่าดงดิบ และป่าเบญจพรรณทั่วไป ป่าดิบแล้ง ยางจากรากเมื่อถูกผิวหนังจะทำให้ไหม้ พอง เหมือนโดนไฟจึงได้ชื่อว่า เจตมูลเพลิง
      สรรพคุณ   
      ยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี  ใช้  ราก เข้ายากับพริกไทย ดองเหล้าดื่ม ช่วยขับปัสสาวะ  ราก ช่วยย่อยอาหาร ขับลม แก้ตกขาว
       ตำรายาไทย  ใช้  ราก มีรสร้อน เป็นยาบำรุงไฟธาตุ บำรุงโลหิต ขับลมในลำไส้และกระเพาะอาหารให้ผายเรอ ขับพยาธิ แก้ปวดข้อ ขับประจำเดือนสตรี ใช้ผสมในยาบำรุงสำหรับสตรีหลังคลอด เพื่อให้มดลูกเข้าอู่ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ปวดเสียด แน่นหน้าอก ทำให้ร่างกายเกิดความอบอุ่น แต่กินมากอาจทำให้แท้งลูกได้ (ไม่ควรใช้ในหญิงตั้งครรภ์) แพทย์โบราณนิยมใช้รากเจตมูลเพลิงแดงมากกว่าเจตมูลขาวเพราะมีฤทธิ์แรงกว่า โดยใช้รากเจตมูลเพลิงผสมในยาธาตุ เป็นยาช่วยย่อยและยาเจริญอาหารโดยนำผงของรากมาผสมกับลูกสมอพิเภก ผลดีปลี และเกลือ อย่างละเท่ากันรับประทานครั้งละ 2.5 กรัม ขับโลหิตระดู นำรากบดเป็นผงปิดพอกฝี ทำให้เกิดความร้อน เกลื่อนฝีได้ แก้ริดสีดวงทวาร ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย กระจายเลือดลม แก้ปวดท้อง แก้ท้องเสีย มีฤทธิ์บีบมดลูกทำให้แท้งได้  ใช้เป็นยาทาภายนอกแก้โรคผิวหนังบางชนิด ทาแก้กลากเกลื้อน หรือใช้ผงรากปิดพอกฝี ระงับอาการปวดฟัน และแก้ท้องร่วง รากมีสาร plumbagin มีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของมดลูกและลำไส้ช่วยให้มีการหลั่งน้ำย่อยเพิ่มขึ้น เพิ่มความอยากอาหาร แต่อาจทำให้ระคายเคืองต่อทางเดินอาหาร และอาจเป็นพิษได้  ใบ รสร้อน แก้ลมในกองเสมหะ ช่วยย่อยอาหาร ขับผายลม แก้น้ำดีในฝัก ต้น รสร้อน แก้โลหิตอันเกิดแต่กองกำเดา ดอก มีรสร้อน แก้น้ำดีในฝัก
        ตำรายาล้านนา  ใช้  ราก รักษากามโรค โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ อัมพาต อาการไอ และขับเสมหะ
        ในประเทศฝรั่งเศส  ใช้  ราก เคี้ยวระงับอาการปวดฟัน
        ในไทยและมาเลเซีย  ถือเป็นยาทำให้แท้ง
ในไทยและอินเดีย  ใช้เป็นยาช่วยย่อยเจริญอาหารผสมในยาธาตุ และรักษาโรคผิวหนังกลาก เกลื้อน
     ปัจจุบัน รากเจตมูลเพลิง มีอยู่ใน ยาน้ำสมุนไพร กำลังเสือโคร่ง หมอทองอินทร์
   วิธีรับประทาน : รับประทานครั้งละ  1-2 ช้อนโต๊ะ(15-30 ซีซี)  ก่อนอาหาร วันละ 2 ครั้งคือ เวลาเช้า-เย็น(เขย่าขวดก่อนรินยา) และรับประทานขณะท้องว่าง
        ควรรับประทานให้ติดต่อกัน 15 วัน เป็นอย่างน้อย ก็จะเห็นผล
     ปริมาณและราคา  1 ขวด ปริมาณ 750 c.c.    ราคา  750 บาท
     ดูข้อมูลที่ http://ladyherbalphn.blogspot.com              
     เลขทะเบียนยาที่  G 291/55
     สั่งซื้อละเป็นตัวแทนจำหน่าย ที่
          ผู้จำหน่ายรายใหญ่  คุณวีระชัย ทองสา
                 โทร.084-6822645 , 085-0250423(Line)
          อีเมล์ weerachai.coffee@hotmail.com



  

ประโยชน์ของดอกคำฝอยในยาสตรีหมอทองอินทร์

ดอกคำฝอยมีสรรพคุณ ลดไขมันในเส้นเลือด ลดความดันโลหิตสูง ช่วยขับเหงื่อ เป็นยาระบายอ่อนๆ คนจีนใช้รักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด
     ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ ดอกคำ คำยอง
     ชื่ออังกฤษ Safflower, False Saffron, Saffron Thistle, American Saffron
     ชื่อวิทยาศาสตร์ Carthamus tinctonus Linn.
      ดอกคำฝอย เป็นพืชล้มลุกที่มีดอกออกรวมกันเป็นช่ออัดแน่นบนฐานดอก ดอกกลมเหมือนดอกดาวเรือง ดอกอ่อนมีสีเหลืองและจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีส้ม พอแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง ในเมืองไทยพบมากทางภาคเหนือ คนเหนือเรียกว่าดอกคำหรือดอกคำยอง ส่วนคนจีนเรียกว่า Honghua โดยมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Safflower และชื่อวิทยาศาสตร์คือ Carthmus tinctorius L. เป็นพืชวงศ์เดียวกับเก๊กฮวย
      ตามตำรับยาไทยโบราณ ระบุว่า ดอกคำฝอย ใช้เป็นส่วนผสมยาบำรุงโลหิตหรือแก้โลหิตเป็นพิษ กันมาแต่โบราณ ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ได้พบว่าดอกคำฝอยมี กรดไลโนลิคแอซิด อยู่มากและสามารถช่วยลดไขมันในโลหิตได้เป็นอย่างดี ดังนั้นผู้ที่ไม่ชอบหรือรังเกียจกลิ่นฉุนของกระเทียมหรือหัวหอมซึ่งมีสรรพคุณเช่นเดียวกัน ควรใช้ดอกคำฝอยชงดื่มแทน ก็จะได้ผลเช่นกัน นอกจากสรรพคุณลดไขมันในหลอดเลือดหัวใจแล้ว ดอกคำฝอย ยังช่วยฟอกเลือดได้อีกด้วย
      คุณค่าทางยา  ลดไขมันในเส้นเลือด ลดความดันโลหิตสูง ช่วยขับเหงื่อ ช่วยระบายอ่อนๆ
ดอกคำฝอยเป็นยาบำรุงโลหิต  บำรุงประสาท  แก้โรคผิวหนัง  ลดไขมันในเส้นเลือด  และช่วยป้องกันไขมันอุดตัน  น้ำมันของดอกคำฝอยมีส่วนประกอบของกรดไลโนเลอิก  ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวในประมาณสูง (ประมาณร้อยละ 75)
      จึงเชื่อว่าจะทำให้ประมาณโคเลสเตอรอลในเลือดต่ำลง  และจากผลการวิจัยในสัตว์ทดลองและในคน  พบว่า เมล็ดน้ำมันดอกคำฝอยช่วยทำให้ปริมาณโคเลสเตอรอลในเลือด ลดลงได้จริง  ทั้งนี้อาจเป็นเพราะกรดไลโนเลอิกจะไปทำปฏิกิริยากับโคเลสเตอรอลในเลือด  ได้เป็นโคเลสเตอรอลไลโนเลเอท (choloesterol linoleate)  และยังมีรายงานว่า น้ำมันดอกคำฝอยทำให้ฤทธิ์ของเอนไซม์ ที่ใช้ในการสังเคราะห์กรดไขมันลดลงอีกด้วย  จากผลการวิจัยในสัตว์ทดลอง และในคนพบว่า น้ำมันดอกคำฝอย จะช่วยให้การอุดตันของไขมันในหลอดเลือดลดลง  และช่วยป้องกันการอุดตันของไขมันในเลือดได้  ทั้งนี้อาจเป็นผลมาจากน้ำมันดอกคำฝอยมีฤทธิ์ลดการจับตัวของเกล็ดเลือดคนจีนใช้รักษาโรคหัวใจและหลอดเลือประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ
คุณค่าทางยา ลดไขมันในเส้นเลือด ลดความดันโลหิตสูง ช่วยขับเหงื่อ เป็นยาระบายอ่อนๆ คนจีนใช้รักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด
      ปัจจุบัน ดอกคำฝอย มีอยู่ใน ยาน้ำสมุนไพร ยาสตรีหมอทองอินทร์
   วิธีรับประทาน : รับประทานครั้งละ  1-2 ช้อนโต๊ะ(15-30 ซีซี)  ก่อนอาหาร วันละ 2 ครั้งคือ เวลาเช้า-เย็น(เขย่าขวดก่อนรินยา) และรับประทานขณะท้องว่าง
        ควรรับประทานให้ติดต่อกัน 15 วัน เป็นอย่างน้อย ก็จะเห็นผล
     ปริมาณและราคา  1 ขวด ปริมาณ 750 c.c.    ราคา  750 บาท
     ดูข้อมูลที่ http://ladyherbalphn.blogspot.com             
     เลขทะเบียนยาที่  G 291/55
     สั่งซื้อละเป็นตัวแทนจำหน่าย ที่
          ผู้จำหน่ายรายใหญ่  คุณวีระชัย ทองสา
                 โทร.084-6822645 , 085-0250423(Line)

          อีเมล์ weerachai.coffee@hotmail.com




  

ประโยชน์ของดอกคำไทยในยาสตรีหมอทองอินทร์

ดอกคำไทยมีสรรพคุณ บำรุงน้ำเหลืองและเลือดให้บริบูรณ์ แก้เลือดจาง แก้แสบร้อนตามผิวหนัง แก้พิษ
       ชื่อวิทยาศาสตร์ Bixa orellana L.
       ชื่ออื่นๆ  หมากมอง(ไทยใหญ่-แม่ฮ่องสอน)  มะกายหยุมแสด(เหนือ)  ส้มปู้(สุรินทร์)  คำเงาะ คำแงะ คำแฝด คำแสด(กรุงเทพฯ) ชาด(ใต้)
       ลักษณะทั่วไป ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ลำต้นแตกกิ่งก้านสาขาเป็นพุ่ม ใบเดี่ยวรูปหัวใจ ปลายใบยาวแหลม ดอกออกเป็นช่อที่ยอดหรือปลายกิ่ง ช่อหนึ่งๆ มีดอกย่อย ๕-๑๐ ดอก กลีบรองดอกเล็ก ๕ กลีบ สีเขียว สีขาวหรือขาวอมชมพู แยกจากกัน รูปไข่ มีขนละเอียดคลุม ผลสีแดง รูปไข่ ปลายแหลมมีขนหยาบสีแดง ปกคลุมตลอด
        คำไทย บำรุงเลือดสตรี ดีกับทุกคน
        ดอกคำไทยนั้น ตำรายาไทยกล่าวว่ามีรสหวาน บำรุงน้ำเหลืองและเลือดให้บริบูรณ์ แก้เลือดจาง แก้แสบร้อนตามผิวหนัง แก้พิษ ใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยาบำรุงโลหิตของหมอหลวง ส่วนหมอยาอีสานนิยมใช้แก่นหรือรากคำไทยเป็นยาบำรุงเลือดลม ยาบำรุงร่างกาย บำรุงปอด และยังใช้ต้มเป็นยาหม้อกำ(ยาต้มให้ผู้หญิงอยู่ไฟกิน) ใช้ใบชงน้ำกินแก้กษัย ปัสสาวะขุ่นข้น บำรุงสมรรถทางเพศ ส่วนพ่อลายแสง หมอยาไทยใหญ่ใช้ต้นคำไทยต้มกินรักษามะเร็ง สอดคล้องกับงานศึกษาวิจัยที่พบว่าคำไทยมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ขับปัสสาวะ ลดน้ำตาลในเลือด ลดโคเลสเตอรอล
         นอกจากนี้หมอยาอีสานยังใช้คำไทยเป็นสมุนไพรรักษาโรคอีกหลายอย่าง อาทิเช่น ริดสีดวงจมูก โดยใช้ใบคำไทยมาซอยแล้วตากแดดให้แห้ง แล้วนำมามวนเป็นยาสูบ ใช้สูบแก้ริดสีดวงจมูก ส่วนริดสีดวงทวาร ใช้ต้นคำไทยทั้งห้าต้มกิน และใช้เปลือกคำไทยฝนทาแก้พิษงู สอดคล้องกับการศึกษาวิจัยที่พบว่าคำไทยมีฤทธิ์ลดการอักเสบ นอกจากจะใช้เป็นยาแล้ว แม่ๆ ชาวอีสานและชาวไทยใหญ่ยังใช้เมล็ดของคำไทยย้อมฝ้าย ย้อมไหมให้มีสีแดง รวมทั้งใส่ในอาหารได้อย่างปลอดภัย
คำไทย ไล่ผี
        หมอยาอีสานนิยมปลูกคำไทยไว้หน้าบ้านทุกคน และเรียกคำไทยว่าซะตี ซึ่งเป็นชื่อสมุนไพรที่ปรากฏในใบลานอีสาน คำว่า ซะ ในภาษาอีสานหมายถึงการชำระล้างเอาออกไป ส่วนคำว่า ตี หมายถึงการตีให้ออกไป ตีให้กระจายออกไป หมอยาอีสานจะปลูกซะตีทุกบ้าน ถือว่าเป็นสมุนไพรที่สำคัญมากในการรักษาคนที่ต้องมนต์ดำ หรือที่นิยมเรียกว่า โดนของ หรือถูกของ โดยเชื่อว่ามีสิ่งที่มองไม่เห็นมาทำร้าย ทั้งถูกคนทำใส่ หรือภูตผีมาทำด้วย ส่วนใหญ่อาการที่ปรากฏคือพูดไม่รู้เรื่อง เพ้อเจ้อไปเรื่อย เซื่องซึม คลุ้มคลั่งอาละวาด หรือมีพฤติกรรมผิดปกติอื่นๆ รวมไปถึงอาการทางกายที่ป่วยกระเสาะกระแสะเรื้อรัง โดยไม่มีสาเหตุแน่ชัด หมอยาอีสานจะให้กินยาสมุนไพรตัวนี้หรือตัวอื่นต้มให้กิน แต่ต้องใช้ใบซะตีลูบตามผิวกายเพื่อดึงเอาของไม่ดีออกจากร่างกายร่วมกับมนต์คาถา  หรือใช้ใบซะตีกับมนต์คาถา โดยไม่ต้องกินยาสมุนไพรด้วยก็ได้
         ปัจจุบันมีงานศึกษาวิจัยพบว่า คำไทยมีฤทธิ์ต้านการชัก ซึ่งอาการผีเข้าของคนโบราณกับโรคลมชัก หรือโรคทางจิตประสาทของคนปัจจุบัน อาจเป็นสิ่งเดียวกันก็เป็นได้
คำไทยกับการศึกษาวิจัยสมัยใหม่
         พบการศึกษาวิจัยในห้องทดลองมากมายที่สนับสนุนการใช้ของหมออยาพื้นบ้านไทย และหมอยาพื้นบ้านทั่วโลกตามที่กล่าวมาแล้ว เช่น พบว่าสารในคำไทยมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ขับปัสสาวะ ลดน้ำตาลในเลือด  ต้านการชัก ลดความดันโลหิต คลายกล้ามเนื้อเรียบ ลดการหลั่งของกรดในหนู ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ต้านพิษงู เป็นต้น นอกจากนี้ปัจจุบันผลิตภัณฑ์จากใบและเมล็ดของคำไทยที่มีการควบคุมมาตรฐาน มีวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา แม้ว่าจะไม่แพร่หลายเท่าใดนัก
 คำไทย ไม้ดอกสวย ผลสวย ประโยชน์มากมายหลายหลาก  ไม้ต้นเดียวแต่เอาไปทำยารักษาได้ทั้งร่างกายและจิตใจ  ยังไม่ป่วยไข้ก็เอามาสร้างสีสันให้กับเสื้อผ้าแพรพรรณ  มากด้วยคุณค่าสมกับเป็นทองคำของไทยเสียจริงๆ
    ปัจจุบัน ดอกคำไทย มีอยู่ใน ยาน้ำสมุนไพร ยาสตรีหมอทองอินทร์
วิธีรับประทาน : รับประทานครั้งละ  1-2 ช้อนโต๊ะ(15-30 ซีซี)  ก่อนอาหาร วันละ 2 ครั้งคือ เวลาเช้า-เย็น(เขย่าขวดก่อนรินยา) และรับประทานขณะท้องว่าง
        ควรรับประทานให้ติดต่อกัน 15 วัน เป็นอย่างน้อย ก็จะเห็นผล
     ปริมาณและราคา  1 ขวด ปริมาณ 750 c.c.    ราคา  750 บาท
     ดูข้อมูลที่ http://ladyherbalphn.blogspot.com            
     เลขทะเบียนยาที่  G 291/55
     สั่งซื้อละเป็นตัวแทนจำหน่าย ที่
          ผู้จำหน่ายรายใหญ่  คุณวีระชัย ทองสา
                 โทร.084-6822645 , 085-0250423(Line)

          อีเมล์ weerachai.coffee@hotmail.com

  


ประโยชน์ของว่านชักมดลูกในยาสตรีหมอทองอินทร์

ว่านชักมดลูก เป็นพืชที่มีลำต้นเป็นหัวอยู่ใต้ดิน และมีหลากหลายสายพันธุ์ แต่สำหรับในประเทศไทยว่านชักมดลูกที่พบได้ตามท้องตลาดจะมีอยู่ด้วยกัน 2 สายพันธุ์ ได้แก่ ว่านชักมดลูกตัวเมีย ซึ่งจะมีลักษณะของหัวกลมรีตามแนวตั้ง มีแขนงสั้น (ตามภาพแรก) และ ว่านชักมดลูกตัวผู้ จะมีลักษณะจะมีลักษณะต่างจากตัวเมียตรงที่ หัวใต้ดินจะกลมแป้นมากกว่า และแขนงจะยาวมากกว่า (ตามภาพที่สอง) ทำให้การซื้อมาใช้บางครั้งอาจจะจำแนกลำบาก เพราะบางครั้งเมื่อนำมาเทียบกันทั้งตัวเมียและตัวผู้จะคล้ายกันมาก โดยจะปลูกมากในจังหวัดเลย และเพชรบูรณ์
     ทั้งนี้ได้พบว่ามีพืชชนิดหนึ่งที่มีต้นกำเนิดในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับว่านชักมดลูกของไทยมาก และยังมีสรรพคุณที่คล้ายกันอีกด้วย โดยมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma Xanthorrhiza และมีงานวิจัยเกี่ยวกับพืชชนิดนี่ค่อนข้างมาก ทำให้มีผู้เข้าใจผิดว่ามันคือว่านชักมดลูกที่พบได้ในประเทศไทย และยังมีสารสำคัญคนละกลุ่มอีกด้วย
     ว่านชักมดลูก ตามสรรพคุณตำรารายาไทยนั้น จะใช้ว่านชักมดลูกตัวเมียเป็นหลัก เพราะมีสรรพคุณรักษาอาการต่างๆของสตรี ไม่ว่าจะเป็นอาการประจำเดือนมาไม่เป็นปกติ ปวดท้องประจำเดือน ตกขาว เป็นต้น จากสรรพคุณดังกล่าวนักวิจัยก็ได้ตีความว่า ว่านชักมดลูกน่าจะมีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิงหรือ เอสโตรเจน ซึ่งมีงานวิจัยได้พบว่าว่านชักมดลูกตัวเมียจะออกฤทธิ์ได้เป็นอย่างดีเพราะมีสารออกฤทธิ์ในกลุ่มไดแอริลเฮปตานอยด์ แม้จะมีโครงสร้างไม่เหมือนกับฮอร์โมนเอสโตรเจนก็ตาม และเรียกสารชนิดนี้ว่า ไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งมีฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งวงการแพทย์ต่างก็ยอมรับว่าสารกลุ่มไฟโตเอสโตรเจนมีประสิทธิภาพในการรักษาสุขภาพต่างๆของสตรีวัยทองได้เป็นอย่างดี
   สรรพคุณของยาว่านชักมดลูก
1.ว่านชักมดลูกว่านชักมดลูกมีความปลอดภัยมากกว่า กวาวเครือขาว และยังช่วยให้ทำให้กล้ามเนื้อกระชับขึ้น
2.ว่านชักมดลูก ช่วยรักษาอาการมดลูกทรุดตัว หรือมดลูกต่ำไม่เข้าที่
3.มีส่วนช่วยเสริมหรือขยายหน้าอก
4.สรรพคุณของว่านชักมดลูก ช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ขาวนวล และมีเลือดฝาด
5.มีส่วนช่วยลดเลือนรอยเหี่ยวย่น ฝ้า และรอยดำ
6.ประโยชน์ของว่านชักมดลูก ช่วยแก้อารมณ์แปรปรวนต่างๆของสตรี เช่น อารมณ์ฉุนเฉียว จิตใจห่อเหี่ยว โกรธง่าย อ่อนไหวง่าย ให้หายไป
7.ช่วยกระชับหน้าท้องที่หย่อนคล้อยหลังคลอดบุตร
8.ช่วยกระชับช่องคลอดภายในของสตรี ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น
9.ช่วยป้องกันโรคมะเร็งปากช่องคลอดหรือในมดลูก
10.ช่วยรักษาซีสต์หรือเนื้องอกภายในช่องคลอดให้ฝ่อตัวลง
11.ช่วยดับกลิ่นภายในช่องคลอดของสตรีให้ลดลงหรือหายไป
12.ช่วยเพิ่มน้ำหล่อลื่นในช่องคลอดของสตรี
13.ช่วยรักษาอาการหน่วงเสียวของมดลูก หรืออาการเจ็บท้องน้อยเป็นประจำให้ดีขึ้น
14.ช่วยแก้ปัญหาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ
15.ช่วยรักษาอาการปวดท้องระหว่างมีประจำเดือน หรืออาการปวดท้องอย่างรุนแรงให้มีอาการดีขึ้น
16.ช่วยแก้อาการตกขาวในสตรี ทำให้อาการดีขึ้น
17.ช่วยทำสตรีมีอารมณ์ทางเพศที่สมบูรณ์ ทำให้อารมณ์ทางเพศขาดหายไปกลับมาเหมือนเดิม
18.ว่านชักมดลูกสรรพคุณ ช่วยขับน้ำคาวปลา
19.ช่วยแก้พิษอาหารไม่ย่อย
20.ช่วยรักษาและบรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวาร
21.ช่วยรักษาโรคไส้เลื่อน
22.ช่วยลดอาการร้อนวูบวาบในสตรีวัยทอง
23.สรรพคุณว่านชักมดลูก ช่วยดับกลิ่นปาก และกลิ่นตามตัว
24.ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและการอักเสบต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตุของความเสื่อมและคามผิดปกติของเซลล์ในร่างกาย
25.ว่านชักมดลูก สรรพคุณช่วยปกป้องเซลล์เรตินาของตาจากอนุมูลอิสระต่างๆ ช่วยป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อมของคนวัยทอง
26.ช่วยป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุน โดยช่วยป้องกันการสูญเสียแคลเซียม ช่วยรักษาความหน้าแน่นของมวลกระดูก
27.ประโยชน์ว่านชักมดลูก ช่วยรักษาซ่อมแซมระบบหลอดเลือดและหัวใจ
28.ช่วยทำให้หลอดเลือดแข็งตัวมากขึ้น ช่วยป้องกันอาการเยื่อบุผนังหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจขาดความยืดหยุ่น
29.ช่วยฆ่าเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว (P388 leukemic cell) ด้วยการไปทำลายดีเอ็นของเซลล์มะเร็ง
30.ช่วยในการลำเลียงไขมันออกจากเนื้อเยื่อต่างๆ เข้าไปในตับและช่วยเสริมให้เกิดการขับคอเลสเตอรอลและกรดน้ำดีสู่ทางเดินอาหารและออกจากร่างกายพร้อมกับอุจจาระ
31.ว่านชักมดลูกประโยชน์ช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำดี และช่วยเสริมให้มีการหลั่งกรดน้ำดีมากยิ่งขึ้น จึงช่วยลดการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี
32.มีฤทธิ์ปกป้องเซลล์ตับจากสารพิษคาร์บอนเตตร้าคลอไรด์ โดยไปช่วยกระตุ้นกลไกการล้างพิษและลดการสร้างสารเคมีที่เป็นพิษกับร่างกาย
33.ช่วยปกป้องตับและไต
34.มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบต่างๆ ซึ่งเป็นผลดีกับโรคในระบบประสาท
35.นำมาเป็นส่วนผสมหลักในการผลิตยาสมุนไพรยี่ห้อต่างๆ ทั้งชนิดแคปซูล ชนิดผง เป็นต้น            ปัจจุบัน ว่านชักมดลูกมีอยู่ใน ยาน้ำสมุนไพร ยาสตรีหมอทองอินทร์
   วิธีรับประทาน : รับประทานครั้งละ  1-2 ช้อนโต๊ะ(15-30 ซีซี)  ก่อนอาหาร วันละ 2 ครั้งคือ เวลาเช้า-เย็น(เขย่าขวดก่อนรินยา) และรับประทานขณะท้องว่าง
        ควรรับประทานให้ติดต่อกัน 15 วัน เป็นอย่างน้อย ก็จะเห็นผล
     ปริมาณและราคา  1 ขวด ปริมาณ 750 c.c.    ราคา  750 บาท
     ดูข้อมูลที่ http://ladyherbalphn.blogspot.com            
     เลขทะเบียนยาที่  G 291/55
     สั่งซื้อละเป็นตัวแทนจำหน่าย ที่
          ผู้จำหน่ายรายใหญ่  คุณวีระชัย ทองสา
                 โทร.084-6822645 , 085-0250423(Line)

          อีเมล์ weerachai.coffee@hotmail.com




  

ประโยชน์ของว่านสากเหล็กในยาสตรีหมอทองอินทร์

ว่านสากเหล็กมีสรรพคุณแก้มดลูกพิการ ทำให้เนื้องอกในมดลูกฝ่อ แก้กระบังลมพลัด แก้มดลูกอักเสบทำให้มดลูกเข้าอู่ แก้ช้ำใน แก้ริดสีดวงทวารหนัก
       ชื่อไทย ว่านสากเหล็ก
       ชื่อท้องถิ่น จ๊าลาน, มะพร้าวนกคุ่ม
       ลักษณะทาง พฤกษศาสตร์
        ไม้ล้มลุก ทุกส่วนมีขน ใบเดี่ยว เกิดจากรากรูปวงรีถึงรูปวงรีกว้าง กว้าง5-10 เซนติเมตร ยาว 30-100 เซนติเมตร ก้านใบยาว ดอกช่อออกเป็นกระจุกแน่นรูปทรงกระบอกถึงทรงรูปไข่ กว้าง และยาว 2-6 เซนติเมตร ใบประดับสีเขียว ยาว 1-6 เซนติเมตร กลีบรวมสีเหลืองมี 6
กลีบ มีขน โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว 8-40 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็นแฉก 6 แฉก ยาว 8-12 มิลลิเมตร ผลสดไม่แตก สีขาวถึงเขียว ยาว 10-25 มิลลิเมตร ปลายเป็นจะงอย
      สรรพคุณ / การใช้ประโยชน์
      หัว แก้มดลูกพิการ ทำให้เนื้องอกในมดลูกฝ่อ แก้กระบังลมพลัด แก้มดลูกอักเสบทำให้มดลูกเข้าอู่ แก้ช้ำใน แก้ริดสีดวงทวารหนัก
    ปัจจุบัน ว่านสากเหล็ก มีอยู่ใน ยาน้ำสมุนไพร ยาสตรีหมอทองอินทร์ 
   วิธีรับประทาน : รับประทานครั้งละ  1-2 ช้อนโต๊ะ(15-30 ซีซี)  ก่อนอาหาร วันละ 2 ครั้งคือ เวลาเช้า-เย็น(เขย่าขวดก่อนรินยา) และรับประทานขณะท้องว่าง
        ควรรับประทานให้ติดต่อกัน 15 วัน เป็นอย่างน้อย ก็จะเห็นผล
     ปริมาณและราคา  1 ขวด ปริมาณ 750 c.c.    ราคา  750 บาท
     ดูข้อมูลที่ http://ladyherbalphn.blogspot.com           
     เลขทะเบียนยาที่  G 291/55
     สั่งซื้อละเป็นตัวแทนจำหน่าย ที่
          ผู้จำหน่ายรายใหญ่  คุณวีระชัย ทองสา
                 โทร.084-6822645 , 085-0250423(Line)

          อีเมล์ weerachai.coffee@hotmail.com